ไดหน้านี้เป็นไดที่ตั้งใจจะเขียนมาหลายวันแล้ว น่าจะเขียนตั้งแต่วันที่ 12-13 ซะด้วยซ้ำ แต่ด้วยกิจกรรมมากมายหลายหลากที่ต้องทำในช่วงที่ผ่านมา เลยไม่ได้จัดเวลาเพื่อรวบรวมสิ่งที่ตกตะกอนอยู่ในหัวอยุ่ในใจ ออกมาเป็นคำพูดที่ลงไว้ เผื่อคนอื่นจะได้เข้ามาอ่านที่นี่
ก่อนที่เขียนนี้ เปิดไดเก่าย้อนไปถึงวันแรกที่เริ่มเขียนได ซึ่งเป็นวันที่ชีวิตแบบหนึ่งที่เคยเพลิดเพลิน ที่เคยเชื่อว่าจะดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน ได้เริ่มออกอาการสะดุด จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มหมุนวนงงงวย จนรู้สึกเหมือนหนูตกเครื่องซักผ้า ไดอารี่หน้าแรกนั้น เหมือนวันที่เปิดหน้าคำนำของชีวิตที่จะไม่เหมือนเดิมไปตลอดกาล เมื่อมองกลับไป จึงนับว่าเป็นเรื่องประหลาด ที่ชีวิตสามารถมีจุดแบ่งตอนให้เป็นจุดเริ่มต้นได้เช่นนั้น และหากจะมีจุดไหนของชีวิตที่พอจะแบ่งอีกครั้งให้เป็นส่วนจบได้บ้าง ก็น่าจะเป็นช่วงนี้
สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มต้นส่งตัวอักษรเข้ามาบรรยายเรื่องราวและความรู้สึกต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คือความรู้สึกหวั่นไหวไม่มั่นคงอย่างที่สุด เมื่อชีวิตในแบบคุ้นเคยและหวงแหนค่อยๆถูกพรากไป และไม่เชื่อมั่นในสิ่งใหม่ที่กำลังเปิดเผยตัวเข้ามา ว่ามันจะสามารถเพาะบ่มชีวิตของผมให้หยัดยืนอย่างมั่นคงได้ ว่าจะทำให้ผมเกิดศรัทธาต่อความสวยงามของชีวิตดังเช่นวันนี้ ทั้งๆที่บทเรียนเหล่านั้นต่างมีรูปโฉมที่น่ากลัวและโหดร้าย
12 ก.ค. 2550 ที่ผ่านมา เป็นวันรับพระราชทานปริญญาบัตร ปริญญามหาบัณฑิตย์หนึ่งใบ ที่ใช้เวลา 4 ปี เพื่อให้ได้มา แม้ว่าสำนวนเชิงเย้ยหยันมากมายที่ได้ยินมาทั้งชีวิตว่า "แค่กระดาษหนึ่งใบ" และหลายครั้งหลายครา ผมก็เคยคิดเช่นนั้น แต่คุณค่าโดยส่วนตัวของกระดาษใบนี้ที่มีต่อผม มันไม่ใช่แค่ใบรับรองถึงการจบหลักสูตร หรือการสอบผ่าน มีคุณสมบัติบางอย่างที่องค์กรหรือสังคมกำหนดมา แต่มันคือสิ่งแทนคุณค่าของสิ่งมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่สอน ที่เพาะบ่มผมได้อย่างมหัศจรรย์ ถ้าผมเป็นต้นไม้ เป็นที่มูลสัตว์และสิ่งปฏิกูลมากมายที่ทับถมลงมา เน่าเหม็นกองพะเนินเต็มโคนต้นกล้า ที่ทำให้อยากกระชากรากหนีออกมาแต่ทำไม่ได้ แม่ผ่านฝน ผ่านลม ผ่านแดด จนสิ่งเหล่านั้นเริ่มซึมสู่ดินอย่างช้าๆ ผ่านวันเวลาที่ได้ซึมซับคุณค่าทั้งอย่างตั้งใจและไม่รู้ตัว จนวันนี้ต้นไม้ต้นนี้ก็เติบโตขึ้นได้อย่างมั่นคง ซึ่งล้วนเป็นผลจากสิ่งที่ทับถมมาในวันนั้น
วันนี้จึงอยากจะขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่ทำให้รัก ให้เกลียด ให้โกรธ ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านั้น และผู้คนมากมายที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกเหล่านั้น ล้วนมีส่วนกับความเป็นผมในวันนี้ และที่ผ่านมา ผมก็สังเกตตัวเองอยู่เสมอว่า วันไหนมาเขียนได วันนั้นมักเป็นวันที่มีทุกข์ อยากระบาย อยากที่จะมีคนมารับรู้ มาเข้าใจ แต่ในวันนี้ ที่ชีวิตผมมีความสุขด้วยตัวผมเพียงลำพังได้ กลับแวะเวียนเข้ามาที่ไดแห่งนี้น้อยเหลือเกิน จึงอยากขอบคุณ Diaryclub แห่งนี้ ที่ทำให้วันที่ผมอ่อนแอเหลือเกิน ได้พบเจอกับเพื่อนร่วมทางที่แวะเวียนเข้ามา ส่งผ่านกำลังใจและมิตรภาพผ่านถ้อยคำเล็กๆน้อยๆ แต่กลับมีค่ายิ่งใหญ่ เหมือนน้ำแก้วเล็กๆที่หยิบยื่นให้กับผู้เดินทางผ่านความแห้งแล้ง
ขอบคุณด้วยใจ และรักทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจริงๆ

-------------------------------------------------------------------
บ้ายบาย...
|